คำถามพี่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เลือกหมวดที่สนใจ แล้วคลิกหรือแตะคำถามเพื่ออ่านคำตอบ
เลือกหมวดข้อมูล · คลิกหรือแตะเพื่อเปิด–ปิด
การกำหนดระดับตำแหน่ง
กรณีที่มหาวิทยาลัยยังไม่ได้ประเมินค่างานของตำแหน่งตามระบบบริหารงานบุคคลใหม่ สภามหาวิทยาลัยจะใช้วิธีการเทียบระดับตำแหน่งตามระบบบริหารงานบุคคลเดิมและระบบใหม่ โดยไม่จำกัดตำแหน่งและจำนวน เพื่อดำเนินการตามมติ ก.พ.อ. ครั้งที่ 4/2557 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 ได้หรือไม่
คำตอบ:
(1) สภามหาวิทยาลัยอาจพิจารณานำกรอบตำแหน่งระดับควบเดิมของตำแหน่งที่บรรจุด้วยวุฒิการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี (ระดับ 1-3 และระดับ 2-4) และตำแหน่งที่บรรจุด้วยวุฒิการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไป (ระดับ 3-6) ตามระบบบริหารงานบุคคลเดิม ไปใช้เป็นกรอบตำแหน่งระดับปฏิบัติงาน ระดับชำนาญงาน ระดับปฏิบัติการ และระดับชำนาญการได้ เนื่องจากตำแหน่งที่ ก.ม.กำหนดให้เป็นระดับปฏิบัติการเดิมนั้น ต่อมา ก.พ.อ. ได้พิจารณากำหนดให้เป็นตำแหน่งระดับปฏิบัติงาน (ระดับ 1-4) และระดับชำนาญงาน (ระดับ 5, 6) สำหรับตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติการ (ระดับ 3-5) และระดับชำนาญการ (ระดับ 6, 7) สำหรับตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ อย่างไรก็ดี การกำหนดให้มีตำแหน่งใดในหน่วยงานใด ได้นั้น จะต้องเป็นไปตามภารกิจของหน่วยงานนั้นๆ ตามที่ ก.ม.หรือสภามหาวิทยาลัยได้เคยวิเคราะห์ไว้แล้วด้วย ดังนั้น สภามหาวิทยาลัยจึงต้องระบุไว้ให้ชัดเจนด้วยว่าในหน่วยงานใด ให้มีตำแหน่งระดับใด ในสายงานใดบ้าง เป็นจำนวนตำแหน่งเท่าใด
(2) สำหรับตำแหน่งระดับชำนาญงานพิเศษ และระดับชำนาญการพิเศษ ที่สภามหาวิทยาลัยพิจารณาเทียบเคียงมาจากกรอบตำแหน่งชำนาญการตามระบบเดิมนั้น เนื่องจากเดิมกรอบตำแหน่งระดับชำนาญการ (ระดับ 5, 6-7) ก.ม. จะพิจารณาว่าหน่วยงานที่มหาวิทยาลัยเสนอ ขอมามีความจำเป็นที่จะให้มีตำแหน่งผู้ชำนาญการในสายงานต่างๆ ได้หรือไม่ โดยพิจารณาความจำเป็นตามลักษณะงานของหน่วยงานและลักษณะงานของตำแหน่ง ซึ่งตำแหน่งดังกล่าวจะต้องเป็นตำแหน่งที่ปฏิบัติงานตามภารกิจหลักของแต่ละหน่วยงาน ดังนั้น จึงเพียงแต่พิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีความจำเป็นที่จะมีตำแหน่งผู้ชำนาญการได้หรือไม่ ในสายงานใดบ้าง ส่วนการวิเคราะห์ปริมาณงานและหน้าที่ความรับผิดชอบรายตำแหน่งเพื่อกำหนดว่าตำแหน่งใดให้เป็นระดับใดนั้นเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ดังนั้น หากมหาวิทยาลัยไม่ได้วิเคราะห์รายตำแหน่งและกำหนดจำนวนตำแหน่งไว้ก่อน ให้มหาวิทยาลัยนำกรอบของตำแหน่งระดับ 7-8 ที่ได้เคยใช้เพื่อแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งไปแล้วเท่าที่มีอยู่เดิมก่อนวันที่ 21 กันยายน 2553 มาใช้ได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2558 ภายใต้หลักการและเงื่อนไขที่ ก.พ.อ. กำหนด
อ้างอิง:
หนังสือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่ ศธ 0509(5)/ว 335 ลงวันที่ 16 มีนาคม 2558
กรณีที่สภามหาวิทยาลัยนำกรอบของตำแหน่งระดับ 7-8 ที่ได้เคยใช้เพื่อแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งไปแล้วเท่าที่มีอยู่เดิมก่อนวันที่ 21 กันยายน 2553 มาใช้ในการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นตามมติ ก.พ.อ. ครั้งที่ 4/2557 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 นั้น สามารถนำกรอบตำแหน่งเดิมที่มีประเภทตำแหน่ง ชื่อตำแหน่ง และระดับตำแหน่งเดียวกัน แต่ต่างหน่วยงานกับตำแหน่งที่จะเสนอแต่งตั้ง หรือนำกรอบตำแหน่งเดิมที่มีประเภทตำแหน่ง ระดับตำแหน่ง ภายในหน่วยงานเดียวกัน แต่ชื่อตำแหน่งต่างกันกับตำแหน่งที่จะเสนอแต่งตั้ง มาใช้ได้หรือไม่
คำตอบ:
การกำหนดตำแหน่งให้เป็นชื่อตำแหน่งใด ระดับใดนั้น จะต้องมีการวิเคราะห์และกำหนดให้มีได้ ตามภารกิจของหน่วยงานและลักษณะงานของตำแหน่งนั้นๆ ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงไม่อาจนำกรอบของตำแหน่งต่างสายงาน หรือตำแหน่งที่ถูกกำหนดไว้ตามภารกิจของหน่วยงานอื่น มาสลับสับเปลี่ยนเพื่อใช้แต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นได้
อ้างอิง:
มติคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ครั้งที่ 6/2559 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559
คณะกรรมการประเมินเพื่อแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นประจำสถาบันอุดมศึกษา มีหน้าที่กลั่นกรองผลการประเมินค่างานของตำแหน่งประเภททั่วไป ประเภทวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งประเภทผู้บริหารตามโครงสร้างใช่หรือไม่
คำตอบ:
ตำแหน่งประเภทผู้บริหาร (ระดับผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีหรือเทียบเท่า และระดับผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่า) ก.พ.อ. มิได้กำหนดให้เป็นตำแหน่งที่ต้องมีการประเมินค่างาน เนื่องจากในการจัดทำกฎหมายจัดตั้งส่วนราชการในระดับสำนักงานอธิการบดี สำนักงาน วิทยาเขต และในระดับกองหรือสำนักงานคณบดี หรือส่วนราชการที่มีชื่อรียกอย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า จะต้องมีการวิเคราะห์ความจำเป็นและภารกิจของหน่วยงานอยู่แล้ว และจำเป็นต้องมีหัวหน้าส่วนราชการเพื่อกำกับดูแลและบริหารกิจการต่างๆ ตามภารกิจของส่วนราชการดังกล่าว ซึ่ง ก.พ.อ. ได้กำหนดระดับตำแหน่งไว้แล้ว ตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งประเภทผู้บริหาร จึงไม่จำเป็นต้องประเมินค่างานเพื่อกำหนดระดับตำแหน่งของตำแหน่งประเภทผู้บริหารอีก ดังนั้น คณะกรรมการประเมินเพื่อแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นจึงมีหน้าที่ประเมิน ผลสัมฤทธิ์ของงานตามตัวชี้วัดของตำแหน่งที่ครองอยู่ ความรู้ ความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่ง และประเมินสมรรถนะทางการบริหารสำหรับตำแหน่งประเภทผู้บริหาร ตลอดจนพิจารณากลั่นกรองผลการประเมินบุคคล เพื่อเสนอสภาสถาบัน อุดมศึกษาพิจารณาอนุมัติ/ไม่อนุมัติแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไป
อ้างอิง:
หนังสือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่ ศธ 0509(5).2/1349 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2561
การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง
ตามที่ ก.พ.อ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินผลงานและจริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ กรรมการจะต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถและความชำนาญตรงกับวิชาชีพของตำแหน่งที่จะแต่งตั้ง และต้องดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตำแหน่งที่จะแต่งตั้งหรือเทียบเท่า กรณีนี้คณะกรรมการประเมินเพื่อแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นของมหาวิทยาลัยจะแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งระดับ ๗ ทำหน้าที่ประเมินผลงานฯ สำหรับตำแหน่งระดับชำนาญการ ได้หรือไม่
คำตอบ:
ตามระบบบริหารงานบุคคลที่ ก.พ.อ. กำหนดใหม่นั้น ตำแหน่งอาจารย์เป็นตำแหน่งระดับเริ่มต้นของตำแหน่งวิชาการ เทียบได้กับระดับปฏิบัติการซึ่งเป็นระดับเริ่มต้นของตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ ดังนั้น การแต่งตั้งผู้ที่ดำรงตำแหน่งอาจารย์ทำหน้าที่ประเมินผลงานฯ ของตำแหน่งระดับชำนาญการ จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.อ. กำหนด
อ้างอิง:
มติคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ครั้งที่ 10/2557 เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2557
ตามที่ ก.พ.อ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินผลงานและจริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ กรณีตำแหน่งระดับชำนาญงานหรือชำนาญการ ต้องแต่งตั้งกรรมการจากบุคคลภายในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งอยู่ต่างสังกัดหน่วยงานกับผู้เสนอขอแต่งตั้ง (หน่วยงานระดับคณะ สำนัก ศูนย์ สถาบัน) และกรรมการภายนอกสถาบันอุดมศึกษาอีกอย่างน้อยหนึ่งคน รวมจำนวนไม่น้อยกว่าสามคน แต่เนื่องจากมหาวิทยาลัยไม่สามารถแต่งตั้งกรรมการจากบุคคลภายในที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.อ. กำหนดได้แม้เพียง หนึ่งคน กรณีนี้มหาวิทยาลัยจะแต่งตั้งกรรมการจากบุคคลภายนอกทั้งหมดได้หรือไม่
คำตอบ:
ก.พ.อ. ได้มีมติในเรื่องนี้ว่า กรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินผลงานและจริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ตำแหน่งระดับชำนาญงานหรือชำนาญการจากบุคคลภายในสถาบันอุดมศึกษาได้ ให้คณะกรรมการประเมินเพื่อแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นของสถาบันอุดมศึกษา พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการฯ จากบุคคลภายนอกสถาบันทั้งหมดได้ โดยความเห็นชอบของสภาสถาบันอุดมศึกษา ทั้งนี้ ให้ดำเนินการได้เฉพาะกรณีที่ไม่มีบุคคลภายในที่มีคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.อ. กำหนดเท่านั้น และให้สถาบันอุดมศึกษารายงานผลการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง พร้อมทั้งแจ้งรายละเอียดแสดงเหตุผลความจำเป็นที่ไม่สามารถแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.อ. กำหนดได้นั้น ให้ ก.พ.อ. ทราบด้วย
อ้างอิง:
หนังสือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่ ศธ 0509(5)/ว510 ลงวันที่ 21 เมษายน 2559
การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการประเมินเพื่อแต่งตั้งตำแหน่งประเภทผู้บริหาร และประเภทวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ กรณีหัวหน้าหน่วยงาน ตามประกาศมหาวิทยาลัยฯ กำหนดให้มีกรรมการซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับตำแหน่งที่จะแต่งตั้ง ไม่น้อยกว่า ๑ คน กรณีนี้จะสามารถกำหนดให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอาจารย์ซึ่งทำหน้าที่ด้านบริหารในตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดี รองคณบดีหรือรองหัวหน้าหน่วยงานอื่นที่เทียบเท่า ผู้ช่วยคณบดี หัวหน้าสาขาวิชา หัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าหน่วยงานอื่นที่เทียบเท่า เป็นกรรมการได้หรือไม่
คำตอบ:
ตามข้อ 12 ของประกาศ ก.พ.อ. เรื่องมาตรฐานการกำหนดระดับตำแหน่งและการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น พ.ศ. 2553 กำหนดให้คณะกรรมการประเมินเพื่อแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น สามารถพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อทำหน้าที่ประเมินผลสัมฤทธิ์ของงานตามตัวชี้วัดของตำแหน่งที่ครองอยู่ ความรู้ ความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งที่จะประเมิน รวมถึงประเมินสมรรถนะทางการบริหารสำหรับตำแหน่งประเภทผู้บริหารได้ตามความเหมาะสม โดย ก.พ.อ. ไม่ได้กำหนดบังคับองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการดังกล่าวไว้ ดังนั้น หากสภามหาวิทยาลัยหรือคณะกรรมการที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย พิจารณากำหนดให้กรรมการ ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับตำแหน่งที่จะแต่งตั้งตามประกาศมหาวิทยาลัยฯ หมายความรวมถึงระดับตำแหน่งทางการบริหารด้วย และคณะกรรมการประเมินฯ พิจารณาเห็นว่าผู้ทรงคุณวุฒิที่ดำรงตำแหน่งอาจารย์และดำรงตำแหน่งทางการบริหารดังกล่าวมีความเหมาะสม ที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินผลสัมฤทธิ์ของงาน ความรู้ ความสามารถ ทักษะ สมรรถนะที่จำเป็นสำหรับตำแหน่ง และสมรรถนะทางการบริหารของตำแหน่งที่จะประเมิน ก็ไม่เป็นการขัดหรือแย้งกับประกาศ ก.พ.อ. ฯ แต่อย่างใด ซึ่งกรณีนี้แตกต่างจากกรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินผลงานและจริยธรรมและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ซึ่ง ก.พ.อ. กำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องแต่งตั้งผู้ที่ดำรงตำแหน่ง ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งที่จะแต่งตั้ง เนื่องจากผู้ที่จะทำหน้าที่ประเมินผลงานฯ ย่อมต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ตามสายงานวิชาชีพเป็นหลัก จึงต้องมีระดับตำแหน่งตามสายงานสูงกว่าผู้ขอรับการประเมิน และไม่อาจแต่งตั้งผู้ที่ดำรงตำแหน่งอาจารย์ซึ่งเป็นสายงานเริ่มต้นของตำแหน่ง และไม่เคยได้รับการประเมินผลงานมาก่อนทำหน้าที่ประเมินผลงานฯ ของ ผู้ขอรับการประเมินให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นได้
อ้างอิง:
มติคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ครั้งที่ 6/2559 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559
การแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารโดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่มหาวิทยาลัย ได้รับเรื่อง กระทำได้หรือไม่
คำตอบ:
การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นในตำแหน่งประเภทผู้บริหาร เป็นการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างประเภท ต่างสายงาน มิใช่เป็นกรณีการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งใหม่ที่สภาสถาบันอุดมศึกษาได้กำหนดจากตำแหน่งเดิมให้เป็นระดับสูงขึ้นและผู้นั้นได้ดำรงตำแหน่งที่การได้รับการกำหนดเป็นระดับสูงขึ้นนั้นอยู่แล้ว ดังนั้น การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารจึงจะแต่งตั้งได้ไม่ก่อนวันที่บุคคลนั้นจะเข้ารับการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งโดยปกติสถาบันอุดมศึกษาจะแต่งตั้งบุคคลได้ไม่ก่อนวันที่ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งลงนามในคำสั่ง ซึ่งจะต้องไม่ก่อนวันที่สภาสถาบันอุดมศึกษาหรือคณะกรรมการที่สภาสถาบันอุดมศึกษามอบหมายได้พิจารณาผลการประเมินและมีมติอนุมัติแต่งตั้งแล้ว หรือหากจะแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งย้อนหลังไปก่อนวันที่สภามหาวิทยาลัยเห็นชอบผลการประเมินอาจสามารถแต่งตั้งได้ ในกรณีที่บุคคลนั้นมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.อ. กำหนดและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งที่จะแต่งตั้งดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ สภาสถาบันอุดมศึกษาจะต้องกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวไว้ในข้อบังคับหรือประกาศของสภามหาวิทยาลัยด้วย
อ้างอิง:
มติคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ครั้งที่ 11/2557 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 และครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561
กรณีการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะหรือเชี่ยวชาญเฉพาะ ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงาน จะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งโดยมีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ได้รับเรื่อง ได้เช่นเดียวกับกรณีตำแหน่งที่ปฏิบัติงานเฉพาะด้านหรือเฉพาะทาง (ประเมินผลงาน) หรือไม่
คำตอบ:
ตำแหน่งหัวหน้าหน่วยงาน เป็นตำแหน่งที่มีการกำหนดขึ้นโดยการประเมินค่างาน ซึ่งมีลักษณะงานบังคับบัญชา และจะต้องได้รับการแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่งแล้วจึงจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ หลักในการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งจึงเป็นเช่นเดียวกับตำแหน่งประเภทผู้บริหาร กล่าวคือ จะแต่งตั้งบุคคลได้ไม่ก่อนวันที่ผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งลงนามในคำสั่ง ซึ่งจะต้องไม่ก่อนวันที่สภาสถาบันอุดมศึกษาหรือคณะกรรมการที่สภาสถาบันอุดมศึกษามอบหมายได้พิจารณาผลการประเมินและมีมติอนุมัติแต่งตั้งแล้ว หรือหากจะแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งย้อนหลังไปก่อนวันที่สภามหาวิทยาลัยเห็นชอบผลการประเมินอาจสามารถแต่งตั้งได้ในกรณีที่บุคคลนั้นมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.อ. กำหนดและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งที่จะแต่งตั้งดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว ทั้งนี้ สภาสถาบันอุดมศึกษาจะต้องกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวไว้ในข้อบังคับหรือประกาศของสภามหาวิทยาลัยด้วย
อ้างอิง:
มติคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ครั้งที่ 5/2558 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 และครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561
หากมหาวิทยาลัยได้รับเรื่องขอกำหนดระดับตำแหน่งสูงขึ้นจากหน่วยงานพร้อมกับได้รับเรื่องจากบุคคลผู้เสนอขอรับการประเมินให้ดำรงตำแหน่งที่หน่วยงานเสนอขอกำหนดระดับตำแหน่งสูงขึ้นนั้น กรณีนี้หากสภามหาวิทยาลัยมีมติอนุมัติผลการประเมินค่างานและกำหนดให้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งระดับสูงขึ้นได้ สภามหาวิทยาลัยจะมีมติแต่งตั้งบุคคลที่ผ่านการประเมินคุณสมบัติและผลงานให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่มหาวิทยาลัยได้รับเรื่อง ได้หรือไม่
คำตอบ:
ตามข้อ 4 ของประกาศ ก.พ.อ. เรื่อง มาตรฐานกำหนดระดับตำแหน่งและการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น พ.ศ. 2553 กำหนดให้การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นจะต้องเป็นตำแหน่งที่สถาบันอุดมศึกษาได้ประเมินค่างานแล้ว กรณีนี้สภามหาวิทยาลัยจึงไม่อาจมีมติแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ได้รับเรื่องได้ เนื่องจากวันดังกล่าวยังไม่มีการพิจารณาประเมินค่างานและสภามหาวิทยาลัยยังมิได้มีมติอนุมัติกำหนดระดับตำแหน่งสูงขึ้นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.พ.อ. กำหนดและข้อบังคับ ของสภามหาวิทยาลัย และจะแต่งตั้งบุคคลได้ไม่ก่อนวันที่อนุมัติให้มีตำแหน่งดังกล่าวแล้ว
อ้างอิง:
มติคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ครั้งที่ 9/2558 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2558
กรณีที่ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีครบวาระการดำรงตำแหน่ง (180 วัน) แล้ว แต่มีการประชุมสภามหาวิทยาลัยเพื่อแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีคนใหม่ภายหลังจากวันที่คนเดิมครบวาระการดำรงตำแหน่งไปแล้วนั้น สภามหาวิทยาลัยจะสามารถมีมติแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนย้อนหลังไปถึงวันถัดจากวันที่ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีคนเดิมครบวาระได้หรือไม่
คำตอบ:
กรณีนี้เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยบัญญัติให้สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี ดังนั้น เมื่อสภามหาวิทยาลัยยังมิได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาและลงมติคัดเลือก ย่อมไม่อาจทราบได้ว่าผู้ใดจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีนั้น และไม่อาจมีผู้ใดจะไปปฏิบัติหน้าที่ย้อนหลังไปก่อนวันที่สภามหาวิทยาลัยจะมีมติและคำสั่งแต่งตั้งได้ กรณีนี้สภามหาวิทยาลัยจึงไม่อาจมีมติแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีย้อนหลังไปก่อนวันที่มีการประชุมพิจารณาและลงมติได้
อ้างอิง:
มติคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ครั้งที่ 10/2558 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2558
ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหาร ระดับผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี หรือเทียบเท่า และระดับผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่า หากภายหลังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ในตำแหน่งดังกล่าวได้ จะสามารถลาออกจากตำแหน่ง โดยไม่ออกจากราชการได้หรือไม่
คำตอบ:
ตำแหน่งประเภทผู้บริหาร (ระดับผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีหรือเทียบเท่า และระดับผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่า) เป็นตำแหน่งตามสายงาน มิใช่เป็นตำแหน่งประเภทผู้บริหารที่มีวาระการดำรงตำแหน่ง และไม่มีบทบัญญัติตามกฎหมายใดบัญญัติเรื่องการลาออกจากตำแหน่งตามสายงานไว้ โดยบัญญัติไว้เฉพาะเรื่องการลาออกจากราชการ อย่างไรก็ดี หากข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหารดังกล่าวประสงค์จะขอย้ายหรือย้ายสับเปลี่ยน เพื่อไปดำรงตำแหน่งอื่น อธิการบดีโดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยหรือคณะกรรมการ ที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมายอาจพิจารณาอนุมัติย้ายข้าราชการดังกล่าวไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับเดียวกันหรือในระดับที่ต่ำกว่าเดิม (ตำแหน่งว่าง) ได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของสภามหาวิทยาลัย โดยต้องพิจารณาคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตรงกับมาตรฐานกำหนดตำแหน่งที่จะย้ายไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง และคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ ทั้งนี้ หากเป็นกรณีที่จะย้ายข้าราชการไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในระดับที่ต่ำกว่าเดิม จะต้องเป็นไปตามความประสงค์ของข้าราชการผู้นั้นและได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน
อ้างอิง:
หนังสือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่ ศธ 0509(5).2/4932 ลงวันที่ 4 ธันวาคม 2560
ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งดำรงตำแหน่งระดับผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่า สามารถเทียบตำแหน่งเพื่อเป็นคุณสมบัติเฉพาะ สำหรับตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับเชี่ยวชาญ ได้หรือไม่
คำตอบ:
คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับเชี่ยวชาญ กำหนดว่าจะต้องเคยดำรงตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับชำนาญการพิเศษ มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือตำแหน่งประเภทอื่นตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ ก.พ.อ. กำหนด ทั้งนี้ ก.พ.อ. ยังมิได้มีการกำหนดตำแหน่งประเภทอื่นใดให้เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งดังกล่าวเพิ่มเติม ดังนั้น ตำแหน่งระดับผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่า จึงมิใช่คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ดี หากข้าราชการผู้ใด เคยดำรงตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับชำนาญการพิเศษ มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี อยู่ก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่า ย่อมถือว่ามีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งประเภทเชี่ยวชาญเฉพาะ ระดับเชี่ยวชาญ ตามที่ ก.พ.อ. กำหนดแล้ว
อ้างอิง:
มติคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ครั้งที่ 2/2559 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
การให้ได้รับเงินประจำตำแหน่ง
กรณีที่มหาวิทยาลัยมีคำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรองหัวหน้าส่วนราชการ เช่น รักษาราชการแทนรองอธิการบดี รักษาราชการแทนรองคณบดี ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย จะให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้รับเงินประจำตำแหน่งตามข้อ 9 ของกฎ ก.พ.อ. การได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2556 ได้หรือไม่
คำตอบ:
การให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งนั้นประกอบด้วย 2 ส่วน คือ (1) ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด และ (2) ได้ปฏิบัติหน้าที่หลักของตำแหน่งนั้น กรณีนี้หากพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยมิได้กำหนดกรณีผู้รักษาราชการแทนในตำแหน่งรองหัวหน้าส่วนราชการ และบัญญัติไว้เฉพาะกรณีการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนหัวหน้าส่วนราชการ ได้แก่ ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการและหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ดังนั้น การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรองหัวหน้าส่วนราชการดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัย และไม่อาจกำหนดให้เป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งได้
ทั้งนี้ การที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะกรณีหัวหน้าส่วนราชการเท่านั้น เนื่องจากจำเป็นจะต้องมี ผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว มิฉะนั้นย่อมเกิดความเสียหายต่องานราชการได้ และเมื่อมีการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนหัวหน้าส่วนราชการแล้ว ผู้นั้นย่อมมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับ ผู้ซึ่งตนแทน ในกรณีที่มีความจำเป็น ก็สามารถเสนอแต่งตั้งรองหัวหน้าส่วนราชการในระดับต่างๆ ได้ตามที่กฎหมายกำหนด โดยมิจำเป็นต้องแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนแต่อย่างใด และรองหัวหน้าส่วนราชการนั้นจะมีวาระการดำรงตำแหน่งเป็นไปตามวาระการดำรงตำแหน่งของผู้รักษาราชการแทนหัวหน้าส่วนราชการนั้น
อ้างอิง:
มติคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ครั้งที่ 11/2558 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 และมติ ก.พ.อ. ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2559
กรณีที่อธิการบดีมีคำสั่งแต่งตั้งรองคณบดี หรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะให้ดำรงตำแหน่งย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่คณบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะเสนอ จะให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งได้ตั้งแต่เมื่อใด
คำตอบ:
การให้ได้รับเงินประจำตำแหน่งนั้นประกอบด้วย 2 ส่วน คือ (1) ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด และ (2) ได้ปฏิบัติหน้าที่หลักของตำแหน่งนั้น ดังนั้น แม้ว่า ก.พ.อ. จะให้ความเห็นชอบทะเบียนตำแหน่งในกรณีดังกล่าวครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งจนถึงวันที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง แต่การเบิกจ่ายเงินประจำตำแหน่ง มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการเบิกจ่ายตามความเป็นจริง โดยจะจ่ายเงินประจำตำแหน่งได้ตั้งแต่วันที่บุคคลนั้นได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งแล้วเท่านั้น
อย่างไรก็ดี แม้ว่าตำแหน่งประเภทผู้บริหารระดับรองหัวหน้าส่วนราชการระดับคณะ กฎหมายจะบัญญัติให้อธิการบดีแต่งตั้งโดยคำแนะนำของหัวหน้าส่วนราชการระดับคณะ แต่ในกระบวนการพิจารณาเสนอแต่งตั้งนั้น จะต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติ และยังคงเป็นดุลพินิจของอธิการบดีที่จะพิจารณาความเหมาะสมของผู้ดำรงตำแหน่งได้ ดังนั้น การเข้าปฏิบัติหน้าที่ก่อนที่จะมีคำสั่งแต่งตั้ง จึงอาจก่อให้เกิดปัญหาในข้อกฎหมายหรือมีความสุ่มเสี่ยง ที่อาจเกิดกรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในภายหลังได้ หรือหากเป็นกรณีที่ผู้ได้รับแต่งตั้งยังไม่ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ แต่มีการออกคำสั่งย้อนหลังไปตามที่เสนอขอมา ก็อาจเกิดกรณีปัญหาการเบิกจ่ายเงินประจำตำแหน่งไม่ชอบด้วยกฎหมายได้เช่นกัน ซึ่งสถาบันอุดมศึกษาจะต้องพึงระมัดระวังมิให้เกิดกรณีการเบิกจ่ายเงินประจำตำแหน่งก่อนที่บุคคลนั้นจะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งก็เป็นการพิสูจน์ได้ยากว่า บุคคลนั้นได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ก่อนมีคำสั่งแต่งตั้งหรือไม่ จึงเป็นการปฏิบัติที่ไม่สมควรและไม่เป็นไปตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ กรณีจึงไม่ควรมีการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งย้อนหลังไปก่อนวันที่มีคำสั่งแต่งตั้ง
อ้างอิง:
มติคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา ครั้งที่ 8/2560 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2560
กรณีที่มหาวิทยาลัยมีคำสั่งแต่งตั้งให้รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยาเขต ผู้อำนวยการกองหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง มหาวิทยาลัยจะเบิกจ่ายเงินประจำตำแหน่งให้กับผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ได้หรือไม่
คำตอบ:
กฎ ก.พ.อ. การได้รับเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2556 กำหนดเฉพาะผู้ได้รับแต่งตั้งให้รักษาราชการแทนในตำแหน่งประเภทผู้บริหารที่มีวาระการดำรงตำแหน่ง ที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่ง ทั้งนี้ไม่เกินหกเดือน สำหรับการแต่งตั้งให้รักษาการ ในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยาเขต ผู้อำนวยการกองหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง กฎ ก.พ.อ. มิได้บัญญัติให้เป็นตำแหน่งที่มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่ง มหาวิทยาลัยจึงไม่อาจดำเนินการเบิกจ่ายเงินประจำตำแหน่งให้กับผู้รักษาการในตำแหน่งดังกล่าวได้
อ้างอิง:
หนังสือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่ ศธ 0509(2).2/855 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561
การเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร
มีการกำหนดรูปแบบการรายงานข้อมูล และรอบรายงานอย่างไร
คำตอบ:
รูปแบบรายงานผลการปฏิบัติงานให้สถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานกำหนดรูปแบบและรายละเอียดของการรายงานผลการปฏบัติงานได้เอง ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของบุคลากรที่เคลื่อนย้ายหรือแลกเปลี่ยนการกำหนดรอบรายงานผลการปฏบัติงานควรคำนึงรอบการประเมินผลการปฏบัติราชการหรือรอบการประเมินผลการปฏบัติงานของสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานกำหนดไว้ ทั้งนี้ หากในบันทึกข้อตกลงมีการระบุระยะเวลาในรายงานผลการปฏิบัติงานให้สถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงกำหนดไว้
การยืมตัวในรูปแบบเดิมจะไม่มีแล้ว แต่จะเป็นการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยน ไปตามประกาศฯ นี้ทั้งหมดใช่หรือไม่
คำตอบ:
1. การยืมตัวในรูปแบบเดิมยังสามารถดำเนินการได้ปกติ
2. ประกาศฯ ฉบับนี้ ถือเป็นแนวทางในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิด การเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานในสังกัดหรือกำกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมีรูปแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรม รวมทั้ง หน้าที่ สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับจากการเคลื่อนย้ายหรือแลกเปลี่ยนบุคลากรเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างหน่วยงานที่ได้จัดทำร่วมกัน
ประกาศฯ ดังกล่าวมีผลบังคับทางกฎหมายอย่างไร หากไม่มีประกาศฯ นี้ มหาวิทยาลัยสามารถทำข้อตกลงระหว่างกันได้อยู่แล้วใช่หรือไม่
คำตอบ:
1. การออกประกาศฯ ฉบับนี้ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ และมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งมีผลบังคับทางกฎหมายตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 โดยเป็นแนวนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมประกาศกำหนด แต่ไม่มีสภาพบังคับทางปกครอง (วินัย) หรือทางอาญาที่ต้องปฏิบัติตามถ้าไม่ปฏิบัติจะมีโทษตามกฎหมาย หากสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานเห็นว่าประกาศฯ ฉบับดังกล่าวมีประโยชน์ต่อสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานก็สามารถออกระเบียบหรือหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากรตามแนวทางที่กำหนดในประกาศนี้ โดยคำนึงถึงสถานะของหน่วยงาน ประเภทบุคลากร ภารกิจเฉพาะของสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงาน รวมทั้งกฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้อง
2. หากไม่มีประกาศฯ ฉบับนี้ สถาบันอุดมศึกษา สามารถทำข้อตกลงระหว่างกันได้ แต่อาจไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามประกาศฯ นี้กำหนดไว้ เนื่องจากประกาศฯ ฉบับนี้ รัฐมนตรี อว. ออกโดยข้อเสนอแนะของสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง
อ้างอิงประกาศฯ:
ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 — คำปรารภ ข้อ 2 และข้อ 8
ขอบเขตการอ้างอิง: เฉพาะฐานอำนาจ วันเริ่มใช้บังคับ และการออกระเบียบหรือหลักเกณฑ์ของหน่วยงาน
กรณีการย้ายบุคลากรภายในหน่วยงานเดียวกัน แต่มีการเปลี่ยนแปลงสังกัดไปยังหน่วยงานหรือส่วนงานอื่นภายในหน่วยงานเดิม หากบุคลากรรายนั้นไม่สมัครใจที่จะย้ายไปสังกัดใหม่ บุคลากรดังกล่าวมีสิทธิที่จะปฏิเสธการย้ายและขอคงอยู่ในสังกัดเดิมได้หรือไม่
คำตอบ:
ตามประกาศฯ ฉบับนี้ ข้อ 7 (4) กำหนดว่าการเคลื่อนย้ายหรือ การแลกเปลี่ยนบุคลากรต้องคำนึงถึงความพร้อมและความสมัครใจของบุคลากรในการปฏิบัติงาน ดังนั้น บุคลากรสามารถจะปฏิเสธการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนในการปฏบัติงานได้
กรณีบุคลากรมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมีความสามารถเชี่ยวชาญเฉพาะทางและได้รับการทาบทามจากอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง หรือหน่วยงานของ อว. ให้ไปร่วมพัฒนางานตามความเชี่ยวชาญ แต่ต้นสังกัดไม่อนุญาตให้ไปโดยอ้างเหตุผลที่ไม่ใช่เรื่องภาระงานจริง หรืออคติส่วนตัว บุคลากรท่านนั้นจะต้องดำเนินการอย่างไร ประกาศฉบับนี้จะให้การคุ้มครองอย่างไร อนาคตจะมีการฟ้องร้องกันเพิ่มขึ้นหรือไม่ และต้องเตรียมแนวทางรับมือกับปัญหาดังกล่าวอย่างไร
คำตอบ:
ประกาศกระทรวง อว. ฉบับนี้ มิได้ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องแต่เพียงฝ่ายเดียว หรือให้สิทธิโดยสมบูรณ์แก่บุคลากรที่จะตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่ปฏิบัติงานได้โดยลำพังเจตนาของตนเอง เนื่องจากการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนยังคงอยู่ภายใต้อำนาจดุลพินิจการบริหารงานบุคคลของสถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัด และต้องอาศัยความเห็นชอบและความตกลงร่วมกันระหว่างทั้งสองหน่วยงานตามข้อ ๕ ของประกาศฯ เป็นสาระสำคัญ
อ้างอิงประกาศฯ:
ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 — ข้อ 3 และข้อ 5 (1)
ขอบเขตการอ้างอิง: เฉพาะนิยามการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยน และรูปแบบการทำข้อตกลงระหว่างหน่วยงาน
ช่องทางการติดต่อ/ประสานงาน/หรือฐานข้อมูลกลาง ที่จะใช้เชื่อมโยงหรือจับคู่ (Matching) ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาที่มีความต้องการ/เปิดรับให้มีการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยน ก่อนที่จะไปดำเนินการหารือต่อในข้อตกลงและรายละเอียดระหว่างกัน
คำตอบ:
ในปัจจุบันยังไม่ได้มีการจัดตั้งระบบฐานข้อมูลกลางหรือช่องทางการจับคู่ (Matching Platform) ไว้เป็นการเฉพาะ
นโยบาย/แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร ถือเป็นกฎหมาย ที่ต้องนำมาปฏิบัติหรือไม่ หากไม่ได้นำมาปฏิบัติจะถือว่าขัดต่อกฎหมายใช่หรือไม่
คำตอบ:
1. ประกาศฉบับนี้ มีสถานะเป็นกฎหมาย แต่ไม่ได้มีผลเป็นการสั่งการเชิงบังคับให้สถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานงานต้องเคลื่อนย้ายหรือแลกเปลี่ยน เป็นกฎหมายที่เป็น “แนวทาง” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานสามารถดำเนินการได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
2. กรณีสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานไม่ได้นำมาปฏิบัติไม่ถือว่าขัดต่อกฎหมาย หากสถาบันอุดมศึกษาพิจารณาแล้วว่ายังไม่มีความจำเป็น ไม่มีความพร้อมในการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร
อ้างอิงประกาศฯ:
ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 — ข้อ 4 ข้อ 5 และข้อ 8
ขอบเขตการอ้างอิง: เฉพาะลักษณะการส่งเสริม รูปแบบดำเนินการ และการออกระเบียบหรือหลักเกณฑ์ ไม่ใช่ฐานสรุปความรับผิดทางกฎหมายทุกกรณี
ในกรณีที่บุคลากรได้รับการเคลื่อนย้ายหรือแลกเปลี่ยนแล้ว บุคลากรผู้นั้นมีผลงานที่สามารถเสนอขอตำแหน่งทางวิชาการได้ ในกรณีนี้ ต้องเสนอขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการที่ต้นสังกัด หรือสามารถเสนอขอ ณ สถาบันอุดมศึกษาที่บุคลากรผู้นั้นเคลื่อนย้ายหรือแลกเปลี่ยนได้
คำตอบ:
การเสนอขอตำแหน่งทางวิชาการต้องขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการต่อสถาบันอุดมศึกษต้นสังกัด
ในอนาคต ประกาศฯ ฉบับนี้ มีแนวโน้มขยายไปยังหน่วยงานนอกสังกัดหรือหน่วยงานที่ไม่ได้อยู่ในกำกับของ อว. หรือไม่ เช่น เอกชน รัฐวิสาหกิจ องค์กรระหว่างประเทศเป็นต้น
คำตอบ:
ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะขยายผลไปยังหน่วยงานนอกกำกับกระทรวง การอุดมศึกษาฯ
กรณีการแลกเปลี่ยนบุคลากร จำเป็นต้องเป็นการแลกเปลี่ยนในสายงานเดียวกันของทั้งสองมหาวิทยาลัยหรือไม่ เช่น มหาวิทยาลัย A ต้องการยืมผู้บริหารด้าน HR ของ มหาวิทยาลัย B แต่มหาวิทยาลัย B ไม่ได้ต้องการผู้บริหารด้าน HR ของ มหาวิทยาลัย A มาแลกเปลี่ยน แต่อยากได้ผู้บริหารด้านอื่นๆ มาแทน หรือหากไม่ได้ต้องการรับบุคลากรด้านใดๆ มาแลกเปลี่ยนเลย แล้วสามารถแลกอะไรทดแทนได้บ้าง สามารถทำได้หรือไม่ อย่างไร
คำตอบ:
๑. ไม่จำเป็นต้องเป็นสายงานเดียวกัน เนื่องจากประกาศฉบับนี้ไม่ได้มีข้อกำหนดว่าต้องเป็นการแลกเปลี่ยนแบบ "ตำแหน่งต่อตำแหน่ง" หรือ "สายงานเดียวกัน" เจตนารมณ์ของประกาศมุ่งเน้นที่ “การตอบสนองต่อพันธกิจ ยุทธศาสตร์ และการแก้ปัญหาของสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงาน” (ข้อ ๔ และ ข้อ ๗ (๑)) ดังนั้น การที่มหาวิทยาลัย A ขอยืมผู้บริหารด้าน HR แต่ส่งผู้บริหารด้านแผนงาน วิจัย หรืออาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นไปให้มหาวิทยาลัย B แทน สามารถทำได้อย่างสมบูรณ์ หากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน
2. หากมหาวิทยาลัย B “ไม่ต้องการรับบุคลากรคนใดมาแลกเปลี่ยน” สามารถกระทำได้ ถือเป็น “การเคลื่อนย้ายบุคลากร (Mobility)” ในลักษณะส่งไปปฏิบัติงานฝ่ายเดียว ไม่ใช่ “การแลกเปลี่ยนบุคลากร (Exchange)” จึงไม่ต้องมีสิ่งของ ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดมาแลกเปลี่ยนทดแทนให้แก่มหาวิทยาลัย B แต่อย่างใด
อ้างอิงประกาศฯ:
ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 — ข้อ 3 และข้อ 7 (2)–(3)
ขอบเขตการอ้างอิง: นิยามการเคลื่อนย้ายและการแลกเปลี่ยน ความสอดคล้องของความเชี่ยวชาญกับภารกิจ และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น
การเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนต้องมีหนังสือทาบทามระหว่างส่วนราชการก่อน ถึงมีการทำข้อตกลงภายหลัง ใช่หรือไม่
คำตอบ:
การเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากรตามประกาศกระทรวง อว. พ.ศ. ๒๕๖๙ ไม่จำต้องมีหนังสือทาบทามระหว่างส่วนราชการก่อนเสมอไปหน่วยงานสามารถดำเนินการเจรจาและจัดทำ “ข้อตกลงร่วมกัน” หรือ “โครงการเฉพาะกิจ” ก่อนได้ และเมื่อมีข้อตกลงหรือโครงการเฉพาะกิจแล้วจึงเปิดรับหรือคัดเลือกบุคลากรตามความสมัครใจ หรืออาจดำเนินการคู่ขนานกันไป ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกลไกและรูปแบบความร่วมมือที่คู่สัญญากำหนดร่วมกันในข้อตกลง ตราบเท่าที่สอดคล้องกับหลักความสมัครใจของบุคลากร และไม่ขัดต่อระเบียบหรือข้อบังคับภายในของสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ
อ้างอิงประกาศฯ:
ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 — ข้อ 5 และข้อ 8
ขอบเขตการอ้างอิง: เฉพาะรูปแบบดำเนินการและหลักเกณฑ์ของหน่วยงาน ประกาศไม่ได้กำหนดลำดับหนังสือทาบทามโดยตรง
กรณีการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนเกิดปัญหามาจากการขัดต่อสัญญาที่กำหนดไว้ของทั้งสองมหาวิทยาลัย ผู้ใดหรือหน่วยงานใดจะเป็นคนกลางเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา ใช่กระทรวง อว. หรือไม่ อย่างไร
คำตอบ:
กรณีการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนเกิดปัญหาการขัดต่อสัญญาที่กำหนดไว้ของทั้งสองมหาวิทยาลัย ควรดำเนินการแก้ไข ดังนี้
๑. ระดับมหาวิทยาลัย: จะใช้กลไกการเจรจา โดยให้ผู้บริหารระดับสูง (อธิการบดี) ของทั้งสองฝ่ายเจรจาหาข้อยุติร่วมกันก่อน หรือใช้กลไกการเจรจาผ่านคณะกรรมการร่วมตามที่ระบุไว้ในข้อตกลง (MOU/MOA) (ถ้ามี)ของทั้งสองสถาบันเป็นลำดับแรก
๒. ระดับกระทรวง อว.: หากตกลงกันไม่ได้ กระทรวง อว. สามารถเข้ามาเป็นคนกลาง ทั้งในฐานะผู้กำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษาเพื่อช่วยไกล่เกลี่ย และในฐานะผู้รักษาการตามประกาศฯ
อ้างอิงประกาศฯ:
ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 — ข้อ 16 และข้อ 17
ขอบเขตการอ้างอิง: เฉพาะการให้คำแนะนำของ สป.อว. และอำนาจปลัดกระทรวงในการวินิจฉัยปัญหาการปฏิบัติตามประกาศ ไม่ได้ระบุอำนาจไกล่เกลี่ยข้อพิพาทสัญญาทุกประเภท
กรณีมีการเคลื่อนย้ายภาระการสอนสามารถใช้นับค่า FTEs (Full-Time Equivalent Student) ได้หรือไม่
คำตอบ:
ภาระการสอนสามารถใช้นับค่า FTEs (Full-Time Equivalent Student) ได้หรือไม่ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ของแต่ละสถาบันอุดมศึกษากำหนด
กรณีที่พนักงานของมหาวิทยาลัยไปเป็นผู้บริหารขององค์การมหาชน ซึ่งต้องไปเป็นพนักงานขององค์การนั้น จัดต้องดำเนินการอย่างไร
คำตอบ:
มหาวิทยาลัยและองค์การมหาชนต้องทำ 'ข้อตกลงร่วมกัน' เพื่อให้บุคลากรไปปฏิบัติงานตามวาระการดำรงตำแหน่ง โดยข้อตกลงควรระบุรายละเอียดสิทธิผลประโยชน์ตามข้อ 9 และการสนับสนุนค่าตอบแทน ค่าใช้จ่าย สวัสดิการ ตามข้อ 12
อ้างอิงประกาศฯ:
ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 — ข้อ 9 และข้อ 12
ขอบเขตการอ้างอิง: เฉพาะข้อตกลงด้านสิทธิประโยชน์และการสนับสนุนค่าตอบแทน ไม่ใช่ฐานอนุญาตให้เข้าดำรงตำแหน่งหรือเปลี่ยนสถานะบุคลากร
กรณีการแลกเปลี่ยนบุคลากร หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นว่าผู้ที่แลกเปลี่ยนมาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่ควร สามารถยกเลิกสัญญา และดึงบุคลากรของตนเองกลับมาทันทีได้หรือไม่
คำตอบ:
หากบุคลากรผู้ใดปฏิบัติงานนั้นต่อไปจะไม่เกิดประโยชน์ตามความต้องการของหน่วยงานต้นสังกัด หรือหน่วยงานที่รับการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร หรือผลการประเมินปรากฏว่าบุคลากรผู้นั้นไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต้นสังกัดกับหน่วยงานที่รับการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร หัวหน้าหน่วยงานต้นสังกัดอาจสั่งให้บุคลากรผู้นั้นกลับเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานต้นสังกัดก่อนครบกำหนดก็ได้ โดยให้บุคลากรผู้นั้นรายงานตัวกลับเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานต้นสังกัดโดยเร็ว และจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานทั้งหมดเสนอต่อหัวหน้าหน่วยงานต้นสังกัด (ตามข้อ 14)
อ้างอิงประกาศฯ:
ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 — ข้อ 14 วรรคหนึ่งและวรรคสอง
ขอบเขตการอ้างอิง: การสั่งให้กลับก่อนครบกำหนด การรายงานตัวกลับ และการจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงาน ไม่ใช่การยกเลิกสัญญาทั้งฉบับโดยอัตโนมัติ
ค่าตอบแทน เช่น เงินเดือน หากในข้อตกลงกำหนดให้หน่วยงานที่รับเคลื่อนย้ายเป็นผู้จ่ายได้หรือไม่
คำตอบ:
สามารถทำได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงทั้ง 2 หน่วยงาน แต่สำหรับข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษายังต้องเบิกจ่ายที่ต้นสังกัด แต่หน่วยงานที่รับเคลื่อนย้ายอาจมีค่าตอบแทนเพิ่มเติมได้
การแลกเปลี่ยน ต้องมีการจับคู่เพื่อแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน หรือไม่จำเป็นต้องมี การจับคู่ก็ได้ สามารถแลกเปลี่ยนไปแต่ฝั่งเดียวได้หรือไม่
คำตอบ:
ตามประกาศฯ ฉบับนี้ กรณีแลกเปลี่ยนจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนบุคลากรซึ่งกันและกัน หากต้องการแลกเปลี่ยนไปฝั่งเดียวไม่ถือเป็นการแลกเปลี่ยน แต่เป็นการเคลื่อนย้ายบุคลากร
อ้างอิงประกาศฯ:
ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 — ข้อ 3
ขอบเขตการอ้างอิง: นิยามการเคลื่อนย้ายและการแลกเปลี่ยนบุคลากร
ด้านบริบทมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น (Area-based Focus) ขอบเขต การเคลื่อนย้ายสู่ภาคีท้องถิ่น ประกาศฯ ฉบับนี้ รองรับและมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับการเคลื่อนย้ายบุคลากรไปปฏิบัติงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.), ส่วนราชการในจังหวัด, หรือวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นภาคีหลักของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 3 มากน้อยเพียงใด
คำตอบ:
ประกาศฯ ฉบับนี้ จำกัดขอบเขตการเคลื่อนย้ายไว้เฉพาะระหว่าง สถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานในสังกัดหรือในกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเท่านั้น แต่ไม่รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
อ้างอิงประกาศฯ:
ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 — ข้อ 3
ขอบเขตการอ้างอิง: ขอบเขตตามนิยามการเคลื่อนย้าย การแลกเปลี่ยน สถาบันอุดมศึกษา และหน่วยงาน
สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพื้นที่ (Area-based IP) กรณีเกิดผลงานวิจัย นวัตกรรม หรือทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นหรือชุมชน มีกรอบแนวทาง การจัดสรรผลประโยชน์ (IP Sharing) ที่เป็นมาตรฐานอย่างไร
คำตอบ:
ทรัพย์สินทางปัญญา และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานร่วมกันของสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานควรจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสิทธิตั้งแต่ต้น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้อง
อ้างอิงประกาศฯ:
ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 — ข้อ 11 โดยเฉพาะวรรคสอง
ขอบเขตการอ้างอิง: ข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญาและผลประโยชน์จากการดำเนินงานร่วมกันภายในขอบเขตประกาศ โดยไม่ได้กำหนดสัดส่วนแบ่งผลประโยชน์มาตรฐาน
คำนิยาม “พนักงานมหาวิทยาลัย” ของแต่ละสถาบันมีความแตกต่างกัน จะต้องยึด คำนิยามจากสถาบันอุดมศึกษาต้นทางหรือปลายทาง
คำตอบ:
ให้ยึดคำนิยามตามข้อบังคับของ “สถาบันอุดมศึกษาต้นทาง (ต้นสังกัด)” เป็นหลัก เนื่องจากในระหว่างการเคลื่อนย้ายหรือแลกเปลี่ยน บุคลากรยังคงมีสถานะเป็นพนักงานของมหาวิทยาลัยต้นสังกัด
การประเมินผลการปฏิบัติงาน ซึ่งหน่วยรับเป็นผู้ประเมิน ดังนั้น บุคลากร จึงจำเป็นต้องทราบหลักเกณฑ์การประเมินของหน่วยรับ และในกรณีที่ไม่พอใจผล การประเมินฯ จะดำเนินการอย่างไร
คำตอบ:
แม้ว่า “หน่วยงานผู้รับ” จะเป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติงานจริง แต่ “อำนาจในการบริหารงานบุคคลยังคงอยู่ที่ “หน่วยงานต้นสังกัด” ดังนั้น การประเมินผลของหน่วยงานผู้รับจึงมีสถานะเป็น “ข้อเท็จจริงและข้อมูลประกอบการพิจารณา” เพื่อส่งให้หน่วยงานต้นสังกัดนำไปออกคำสั่งทางปกครอง (เช่น คำสั่งเลื่อนเงินเดือน) ต่อไป ซึ่งตามประกาศกระทรวง อว. ฯข้อ ๘ และ ข้อ ๙ กำหนดให้การประเมินผลการปฏิบัติงานต้องมีความชัดเจนและไม่กระทบต่อสิทธิของบุคลากร ดังนั้น ก่อนเริ่มปฏิบัติงาน หน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานผู้รับ และบุคลากร จะต้องกำหนดรายละเอียดร่วมกันไว้ใน “ข้อตกลงการปฏิบัติงาน” ให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
สำหรับกรณีที่ไม่พอใจผลการประเมินฯ บุคลากรสามารถยื่นขอทบทวนผลการประเมินพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อหน่วยงานผู้รับได้ และสามารถเสนอข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมต่อหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อประกอบการพิจารณากลั่นกรองความเป็นธรรมอีกครั้ง ก่อนที่หน่วยงานต้นสังกัดจะออกคำสั่งต่อไป
อ้างอิงประกาศฯ:
ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 — ข้อ 9 (2)–(3)
ขอบเขตการอ้างอิง: เฉพาะข้อตกลงด้านการประเมินผลและการใช้ผลประกอบการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนหรือค่าจ้าง ไม่ได้กำหนดขั้นตอนขอทบทวนผลการประเมินโดยตรง
กรณีอาจารย์ในมหาวิทยาลัยถูกหน่วยงานในสังกัด อว. ทาบทาม ไปดำรงตำแหน่งบริหาร ซึ่งมีระยะเวลาวาระดำรงตำแหน่ง ประกาศฉบับนี้ ใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นได้หรือไม่ หรือมหาวิทยาลัยต้องไปออกประกาศเพิ่มรายละเอียดให้ชัดเจนกว่านี้
คำตอบ:
มหาวิทยาลัยสามารถนำประกาศกระทรวง อว. เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. ๒๕๖๙ มาใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นได้ โดยนำเสนอสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบให้นำประกาศกระทรวง อว. ฉบับดังกล่าว มาใช้บังคับโดยอนุโลมไปพลางก่อน และในระยะยาวควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการเคลื่อนย้ายหรือแลกเปลี่ยนบุคลากร โดยคำนึงถึงสถานะของหน่วยงาน ประเภทบุคลากร ภารกิจเฉพาะของสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงาน รวมทั้งกฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้อง
การรวบรวมข้อตกลงที่เกิดขึ้น โดยมหาวิทยาลัยต้องรายงานผลมายัง สป.อว. โดยสมัครใจ หรือ เป็นการบังคับ และมีการประเมินถึงความสำเร็จ ของการดำเนินการ เพื่อรายงานต่อใครหรือไม่อย่างไร
คำตอบ:
การตัดสินใจดำเนินการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากรเป็นไปตามความสมัครใจและความพร้อมของแต่ละสถาบัน แต่เมื่อมหาวิทยาลัยได้จัดทำบันทึกข้อตกลงการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากรขึ้นแล้ว ตามประกาศฯ กำหนดให้มหาวิทยาลัยต้องจัดส่งบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมายัง สป.อว. เพื่อที่ สป.อว. จะได้นำไปจัดทำเป็นฐานข้อมูลในภาพรวม และใช้เป็นข้อมูลในการติดตามผลการดำเนินการ ตลอดจนวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ เพื่อรวบรวมรายงานผลสำเร็จเชิงนโยบายต่อผู้บริหารกระทรวง อว. ต่อไป
อ้างอิงประกาศฯ:
ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 — ข้อ 16
ขอบเขตการอ้างอิง: กำหนดหน้าที่ สป.อว. รวบรวมข้อมูลข้อตกลง วิเคราะห์ผล และให้คำแนะนำ ตัวบทไม่ได้ระบุวิธีหรือกำหนดเวลาที่มหาวิทยาลัยต้องจัดส่งข้อตกลงโดยตรง
การไปช่วยปฏิบัติงานเป็นบางช่วงเวลาสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ให้นับเป็น การปฏิบัติงานของต้นสังกัดอย่างไร
คำตอบ:
การเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนตามประกาศฯ ฉบับนี้ ถือให้นับเป็น
การปฏิบัติงานของต้นสังกัดเต็มเวลา
อ้างอิงประกาศฯ:
ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 — ข้อ 9 (1)
ขอบเขตการอ้างอิง: ตัวบทใช้คำว่า “อาจนับเป็นการปฏิบัติงานเต็มเวลาของต้นสังกัด” ภายใต้กฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้องและข้อตกลง จึงไม่ใช่การนับเต็มเวลาโดยอัตโนมัติ
กรณีการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนไปตามประกาศ อว. เป็นการไปปฏิบัติงานแบบเต็มเวลา (Full time) ใช่หรือไม่
คำตอบ:
การเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนตามประกาศฯ ฉบับนี้ เป็นการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนที่ได้มีการทำความตกลงกัน ซึ่งสามารถกำหนดให้เป็นการไปปฏิบัติงานแบบเต็มเวลา (Full Time) Part Time
ตามประกาศฯ ฉบับนี้ ข้าราชการสามารถย้ายไปมหาวิทยาลัยอื่นได้จนเกษียณ อายุงานหรือไม่
คำตอบ:
ตามประกาศฯ ฉบับนี้ การเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากรเป็น การการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากรชั่วคราวเท่านั้น สำหรับระยะเวลาในการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากรให้เป็นไปตาม กฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้อง หลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับกับบุคลากรประเภทนั้น และข้อตกลงระหว่างหน่วยงาน และถ้ามีความจำเป็น สามารถขยายหรือลดระยะเวลาได้ตามความเหมาะสมโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณา
อ้างอิงประกาศฯ:
ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 — ข้อ 3 และข้อ 13
ขอบเขตการอ้างอิง: ลักษณะชั่วคราวของการเคลื่อนย้าย และการกำหนด ขยาย หรือลดระยะเวลาตามกฎหมาย หลักเกณฑ์ และข้อตกลง
เมื่อได้รับการเคลื่อนย้ายบุคลากรเรียบร้อยแล้ว หากจะของบประมาณบุคลากรภาครัฐ จะต้องขอด้วยหรือไม่
คำตอบ:
สถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงานต้องของบประมาณบุคลากรภาครัฐ เนื่องจากอัตราตำแหน่ง (Position) และสังกัดของบุคลากร ยังคงอยู่ที่สถาบันอุดมศึกษาต้นสังกัด
อำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงตามข้อ 15 ของหน่วยงานที่รับการเคลื่อนย้าย รวมถึงสอบข้อเท็จจริงทางละเมิดด้วยหรือไม่
คำตอบ:
หน่วยงานที่รับการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนสามารถดำเนินการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นในทางละเมิดได้ด้วย เนื่องจากหน่วยงานดังกล่าวเป็นสถานที่เกิดเหตุและเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง จึงมีอำนาจรวบรวมพยานหลักฐานและตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้น แล้วจึงรายงานผลให้หน่วยงานต้นสังกัดทราบ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้องต่อไป
อ้างอิงประกาศฯ:
ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. 2569 — ข้อ 15
ขอบเขตการอ้างอิง: เฉพาะอำนาจหน่วยงานที่รับในการสอบสวนข้อเท็จจริงและรายงานผลให้ต้นสังกัด ไม่ใช่ฐานอำนาจดำเนินกระบวนการความรับผิดทางละเมิดทุกขั้นตอน
ในกรณีการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนข้ามมหาวิทยาลัย อาจารย์ที่เคลื่อนย้าย/แลกเปลี่ยนมหาวิทยาลัยจะได้รับผลกระทบในเรื่องการบันทึกข้อมูลหลักสูตรในระบบ CISA หรือระบบ UniCon ในส่วนของบุคลากรหรึอไม่
คำตอบ:
การเคลื่อนย้ายหรือแลกเปลี่ยนบุคลากร จะไม่กระทบต่อสถานะการเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยต้นสังกัดในฐานข้อมูลบุคคล แต่ในส่วนของฐานข้อมูลหลักสูตร (ระบบ CISA/UniCon) การเคลื่อนย้ายหรือแลกเปลี่ยนอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรหรืออาจารย์ประจำหลักสูตร ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา
ถ้าขณะนี้ ต้องการเคลื่อนย้ายไปอีกสถาบันอุดมศึกษาหนึ่ง แต่สถาบันอุดมศึกษายังไม่ได้ออกข้อบังคับ/หลักเกณฑ์ จะทำอย่างไรได้บ้าง หรือต้องทำ MOU ร่วมกัน หรือดำเนินการตามหลักเกณฑ์การยืมตัวไปช่วยราชการ
คำตอบ:
กรณีมหาวิทยาลัยยังไม่มีข้อบังคับหรือหลักเกณฑ์การเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร มหาวิทยาลัยสามารถนำประกาศกระทรวง อว. เรื่อง แนวทางการเคลื่อนย้ายหรือการแลกเปลี่ยนบุคลากร พ.ศ. ๒๕๖๙ มาใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นได้ โดยนำเสนอสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบให้นำประกาศกระทรวง อว. ฉบับดังกล่าว มาใช้บังคับโดยอนุโลมไปพลางก่อน เมื่อสภามหาวิทยาลัยเห็นชอบแล้ว จึงจะสามารถดำเนินการจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างหน่วยงานได้ ทั้งนี้ ในระยะยาว มหาวิทยาลัยควรกำหนดหลักเกณฑ์ในการเคลื่อนย้ายหรือแลกเปลี่ยนบุคลากร โดยคำนึงถึงสถานะของหน่วยงาน ประเภทบุคลากร ภารกิจเฉพาะของสถาบันอุดมศึกษาหรือหน่วยงาน รวมทั้งกฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้องต่อไป
สำหรับหลักเกณฑ์การยืมตัวไปช่วยราชการสามารถดำเนินการได้เฉพาะบุคลากรประเภท “ข้าราชการ” เท่านั้น ส่วนบุคลากรประเภท “พนักงานมหาวิทยาลัย” และ “พนักงานราชการ” ไม่สามารถดำเนินการตามระเบียบการยืมตัวไปช่วยราชการได้ ดังนั้น การที่พนักงานมหาวิทยาลัยจะเคลื่อนย้ายไปปฏิบัติงานต่างสถาบัน จึงต้องดำเนินการภายใต้กรอบแนวทางของประกาศกระทรวง อว. ฉบับนี้